สภาพทั่วไปของจังหวัดแม่ฮ่องสอน

สภาพทั่วไปของจังหวัดแม่ฮ่องสอน

 


   

  วดพระธาตดอยกองม  
 

ที่ตั้งและสภาพภูมิประเทศ

ทิศเหนือ ติดต่อกับประเทศสหภาพพม่าด้านรัฐฉานตอนใต้ รัฐคะยาบางส่วนโดยมีแม่น้ำสาละวิน     
แม่น้ำเมย เป็นแนวพรมแดน

ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอเวียงแหง อำเภอแม่แตง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอฮอดและ
อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่โดยมีเทือกเขาถนนธงชัยกลาง และเทือกเขาถนนธงชัยตะวันออก 
เป็นแนวเขต

ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก โดยมีีแม่น้ำยวมและแม่น้ำเงาเป็นแนวเขต

ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ประเทศสหภาพพม่าด้านรัฐคะยาและรัฐคอทูเล โดยมีเทือกเขาถนนธงชัย 
ตะวันตก แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำเมย เป็นแนวพรมแดน

จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีพรมแดนที่ติดต่อกับประเทศสหภาพพม่า รวมทั้งสิ้น ยาว 483 กิโลเมตร แบ่งเป็นพรมแดน ทางบก ยาวประมาณ 326 กิโลเมตร และพรมแดนทางน้ำ ยาวประมาณ 157 กิโลเมตร (ด้านแม่น้ำสาละวิน  ยาว 127 กิโลเมตร และด้านแม่น้ำเมย ยาว 30 กิโลเมตร) ทุกอำเภอในจังหวัด
มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศสหภาพพม่า

แม่ฮ่องสอนได้ชื่อว่า เมืองสามหมอก เนื่องจากเป็นเมืองในหุบเขา ล้อมรอบด้วยภูเขาสลับซับซ้อน
ทอดขนานไปกับทิวเขาถนนธงชัย และทิวเขาแดนลาว ดังนั้น จึงถูกปกคลุมด้วยหมอกตลอดทั้งปี มีทิวทัศน์สวยงามตามธรรมชาติ ของเทือกเขาสลับซับซ้อนและป่าไม้นานาพันธุ์จนมีคำกล่าวว่าเป็น
สวิตเซอร์แลนด์ของเมืองไทย

 
 

ลักษณะภูมิอากาศ

จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่มีภูมิอากาศแบบร้อนชื้น โดยในฤดูร้อนจะมีอากาศร้อนจัด อากาศหนาวจัดในฤดูหนาว และฝนจะตกชุกในฤดูฝน นอกจากนี้จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีหมอกปกคลุมตลอดทั้งปี ทั้งนี้ มีสาเหตุเนื่องจากลักษณะภูมิประเทศที่เป็นหุบเขาสูง มีพื้นที่ี่อยู่บนที่สูงเหนือระดับน้ำทะเล ทำให้มีอุณหภูมิสูงในตอนกลางวันเนื่องจากถูกแสงแดด ส่วนในตอนกลางคืนจะได้รับอิทธิพลจากลมภูเขา ทำให้อากาศเย็นลง
อย่างรวดเร็ว ซึ่งเมื่อความร้อนในตอนกลางวันลอยตัวขึ้นปะทะกับความชื้นของอากาศ จึงทำให้เกิดหมอกปกคลุม โดยทั่วไปในตอนกลางคืนสภาพภูมิอากาศจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนทั้ง 3 ฤดูกาล

เริ่มตั้งแต่ช่วงระหว่างกลางเดือนกุมภาพันธ์ - กลางเดือนพฤษภาคม จะมีอากาศร้อนอบอ้าว
เริ่มตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม - เดือนตุลาคม จะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้อากาศชุ่มชื้นฝนจะตกชุกมาก ซึ่งจะมีปริมาณมากที่สุดในเดือนสิงหาคม
เริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม - กลางเดือนกุมภาพันธ์ โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และความกดอากาศสูงจากประเทศจีน อากาศจะหนาวเย็นมาก

 
     
   การเมือง  การปกครองและประชากร

จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีสมาชิกวุฒิสภาได้ 1 คน และแบ่งเขตการเลือกตั้งเป็น 1 เขต มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 1 คน และมีีการเลือกตั้งนักการเมืองท้องถิ่น 3 ระดับ ประกอบด้วย สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาลและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล

การจัดการปกครองจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นไปตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการ พ.ศ.2547 ที่กำหนดให้แบ่งการปกครองออกเป็น 3 รูปแบบ คือ

      • การบริหารราชการส่วนกลาง ประกอบด้วย ส่วนราชการสังกัดส่วนกลางและรัฐวิสาหกิจ ที่มาตั้งหน่วยงานในจังหวัด ประกอบด้วยการบริหารราชการส่วนภูมิภาค แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ประกอบด้วย
        • หน่วยงานสังกัดส่วนกลาง จำนวน 42 หน่วยงาน
        • หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ จำนวน 4 หน่วยงาน
        • หน่วยงานอิสระ จำนวน 2 หน่วยงาน
        • ระดับจังหวัดมีส่วนราชการประจำจังหวัด    จำนวน  32  หน่วยงาน
        • ระดับอำเภอ ประกอบด้วย 7 อำเภอ 45 ตำบล ได้แก่
          • อำเภอแม่สะเรียง
          • อำเภอปาย
          • อำเภอขุนยวม
          • อำเภอแม่ลาน้อย
          • อำเภอสบเมย
          • อำเภอปางมะผ้า
      • การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น รวม 50 แห่ง ประกอบด้วย
        • องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง
        • เทศบาลเมือง 1 แห่ง
        • เทศบาลตำบล 5 แห่ง
        • องค์การบริหารส่วนตำบล 43 แห่ง
    • อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน มี 6 ตำบล , 75 หมู่บ้าน , อบจ. 1 แห่ง, เทศบาลเมือง 1 แห่ง, อบต. 6 แห่ง
    • อำเภอแม่สะเรียง มี 7 ตำบล , 77หมู่บ้าน , เทศบาลตำบล 2 แห่ง ,อบต. 6 แห่ง
    • อำเภอปาย มี 7 ตำบล 66 หมู่บ้าน , เทศบาลตำบล 1 แห่ง , อบต.7 แห่ง
    • อำเภอปางมะผ้า มี 4 ตำบล 38 หมู่บ้าน, อบต. 4 แห่ง
    • อำเภอแม่ลาน้อย มี 8 ตำบล 69 หมู่บ้าน , เทศบาลตำบล 1 แห่ง , อบต. 8 แห่ง
    • อำเภอสบเมย มี 6 ตำบล 58 หมู่บ้าน , อบต. 6 แห่ง
    • อำเภอขุนยวม มี 6 ตำบล 45 หมู่บ้าน , เทศบาลตำบล 1 แห่ง , อบต. 6 แห่ง
    
                           
 

ประชากร (ที่มา : สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง)

จำนวนประารในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ณ วันที่ 1 กรกฏาคม 2557 รวมทั้งสิ้น 247,469 คน เป็นชาย 126,538 คน เป็นหญิง 120,931 คน จำนวนหลังคาเรือน 100,581 ครัวเรือน สำหรับอำเภอที่มีประชากรมากที่สุด ได้แก่ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน มีจำนวน 53,679 คน รองลงมา ได้แก่ อำเภอแม่สะเรียง มีจำนวน 51,560 คน และอำเภอปางมะผ้า มีประชากรน้อยที่สุด จำนวน 18,909 คน ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่ของจังหวัดโดยเฉลี่ยงบประมาณ 19.05 คน/ตารางกิโลเมตร

การคมนาคมและการขนส่ง

การคมนาคมและการขนส่งมี 2 เส้นทาง คือ ทางบก และทางอากาศ 
การคมนาคมทางบก มีเส้นทางการติดต่อระหว่างจังหวัดอยู่ 3 เส้นทาง คือ

      • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 จาก จ.เชียงใหม่ ผ่าน อ.ฮอด อ.แม่สะเรียง ถึง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ระยะทางประมาณ 350 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมง ในเส้นทางสายนี้มีสภาพถนนลาดชัน และมีทางโค้งจำนวนมากถึง 1,864 โค้ง
      • ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1095 จาก จ.เชียงใหม่ ผ่าน อ.แม่แตง อ.ปาย ถึง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ระยะทางประมาณ 245 กิโลเมตร สภาพถนนจะมีความลาดชันกว่าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง
      • ทางหลวงหมายเลข 1085 จาก อ.แม่สอด จ.ตาก ผ่าน อำเภอสบเมยและอำเภอแม่สะเรียง ถึง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ระยะทางประมาณ 394 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมง

ระยะทางจากอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ไปยังอำเภอต่าง ๆของจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีดังนี้  

อำเภอเมือง – อำเภอขุนยวมระยะทางประมาณ 67 กิโลเมตร
อำเภอเมือง – อำเภอปายระยะทางประมาณ 111 กิโลเมตร
อำเภอเมือง – อำเภอปางมะผ้าระยะทาง 64 กิโลเมตร
อำเภอเมือง – อำเภอแม่ลาน้อยระยะทาง 134 กิโลเมตร
อำเภอเมือง – อำเภอแม่สะเรียงระยะทาง 164 กิโลเมตร
อำเภอเมือง – อำเภอสบเมยระยะทางประมาณ 192 กิโลเมตร

การคมนาคมทางอากาศ

มีเที่ยวบินไป-กลับ จากจังหวัดเชียงใหม่ – จังหวัดแม่ฮ่องสอน
(บริษัท กานต์นิธิ เอวิเอชั่น จำกัด หรือ “กานต์แอร์” ได้ดำเนินธุรกิจประเภทสายการบินภายในจังหวัดแม่ฮ่องสอนสอน เพียงรายเดียว) โดยมีตารางการบิน วันละ 3 - 4 เที่ยว)

ข้อมูลพื้นที่ป่าไม้

พื้นที่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนส่วนมากเป็นพื้นทีป่าสงวนแห่งชาติ โดยมีพื้นที่ป่าประมาณ 6,651,870.58 ไร่

สถานะทางเศรษฐกิจ

รายได้เฉลี่ยต่อหัว 33,231 บาท (ที่มา : ข้อมูลเศรษฐกิจการค้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประจำเดือนกันยายน ปี พ.ศ.2552 ) อัตราการว่างงานร้อยละ 0.58

มูลค่าการค้าชายแดน

มูลค่าการค้ารวม 7.83 ล้านบาท มูลค่าส่งออก 7.60 ล้านบาท มูลค่านำเข้า 0.23 ล้านบาท ดุลการค้า 7.37 ล้านบาท สินค้านำเข้าที่สำคัญ เมล็ดงา, สินค้าอุปโภค-บริโภค,ถั่วเหลือง, วงล้อเกวียน, น้ำมันงา ตามลำดับ สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ รถบรรทุกเก่าใช้แล้ว, หลอดฟลูออเรสเซนต์, รองเท้าแตะฟองน้ำ,น้ำมันพืช,ข้าวขาวชัยนาท 35%,ยารักษาโรค, สินค้าอุปโภค-บริโภค, น้ำมันเชื้อเพลิง,ผงชูรส,ผงซักฟอก ตามลำดับ สินค้า OTOP ที่สำคัญได้แก่น้ำมันงา งาและผลิตภัณฑ์งา เครื่องจักรสาน และ ผ้าทอกระเหรี่ยง

ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.72 หากแยกพิจารณาคนไทยและชาวต่างชาติ พบว่าคนไทย มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.89 ปัจจัยสำคัญได้แก่ เทศกาลท่องเที่ยวทุ่งดอกบัวตองบานดอยแม่อูคอ อำเภอขุนยวม นอกจากนี้ยังมีปัจจัยดึงดูดจากงานเทศกาลงานประเพณี อาทิ การจัดงานประเพณีปอยส่างลอง งานประเพณีปอยเหลินสิบเอ็ด และงานของดีเมืองปาย สืบสานวัฒนธรรม นอกจากนี้ความสวยงามของธรรมชาติ และศิลปวัฒนธรรมของชนพื้นเมือง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเกิดการเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดแม่ฮ่องสอนสำหรับลักษณะการเดินทางท่องเที่ยวของ คนไทย มีลักษณะเดินทางเป็น แบบกลุ่มเพื่อน และครอบครัว ซึ่งพาหนะที่นิยมใช้ในการเดินทางมากที่สุดคือรถยนต์ส่วนตัวและรถนำเที่ยว รองลงมาคือ รถโดยสารประจำทาง สำหรับชาวต่างชาติ ยังคงมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.09 โดยส่วนใหญ่จะเติบโตในส่วนของนักท่องเที่ยวพักค้าง เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.37 ส่วนนักทัศนาจรเติบโตเพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.41 สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติิที่เดินทางเข้ามาในจังหวัดแม่ฮ่องสอน พบว่า ส่วนใหญ่ยังคงเป็นนักท่องเที่ยวอิสราเอลมากที่สุด รองลงมาคือ อเมริกา เยอรมัน ฝรั่งเศส และสเปน ตามลำดับ โดยนิยมเดินทางมาเอง ใช้รถโดยสารประจำทาง เป็นพาหนะในการเดินทางมากที่สุด รองลงมาคือ รถรถยนต์ส่วนตัว และเครื่องบิน ตามลำดับ สำหรับการเดินทางแต่ละครั้ง นักท่องเที่ยวมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 2.63 วัน และจากจำนวนนักท่องเที่ยว คืนพัก และการใช้จ่ายแต่ละวันประมาณ 1,781.19 บาท ก่อให้เกิดรายได้จากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวน 1,885.02 ล้านบาทส่วนนักทัศนาจรมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อวันประมาณ 953.68 บาท ทำให้เกิดรายได้หมุนเวียนเป็นจำนวน 12.17 ล้านบาท เมื่อรวมรายไดทั้งหมดที่เกิดจากการท่องเที่ยวภายในจังหวัดแม่ฮ่องสอนเท่ากับ 1,897.19 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.43 โดยผู้เยี่ยมเยือนมีค่าใช้จ่ายระหว่างอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนจำนวน 1,771.33 บาท ส่วนด้านการพักแรม พบว่าจำนวนห้องพักในจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีจำนวน 3,393 ห้อง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนคิดเป็นร้อยละ 8.68 และอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปีเท่ากับ 25.38 เพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 0.83 ทั้งนี้นักท่องเที่ยวมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยในสถานพักแรมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.90 วัน แหล่งท่องเที่ยวกิจกรรมและประเพณีต่างๆในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวแม่ฮ่องสอนตลอดระยะเวลา ปี 2550 มีเงินสะพัดจากการท่องเที่ยว 1,897 ล้านบาท ปี 2551 จำนวน 2,104 ล้านบาท และใน ปี 2552 คาดว่าจะมีเงินสะพัดจากการท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 2,500 ล้านบาท

 
 

สถานที่ท่องเที่ยว

“แม่ฮ่องสอน” หรือ “เมืองสามหมอก”เป็นจังหวัดที่มีมนต์เสน่ห์ที่สามารถดึงดูดนักเดินทางให้เข้ามาสัมผัสธรรมชาติได้เป็นอย่างดีแม้ว่าเส้นทางที่จะเข้าสู่จังหวัดจะยาวไกลคดเคี้ยวด้วยโค้งถึง 1,864 โค้ง แต่ความเป็นธรรมชาติขุนเขาอันกว้างใหญ่อุดมสมบูรณ์ ป่าไม้เขียวขจีสีสันสดสวยของดอกบัวตองและความโอบอ้อมอารี ความมีน้ำใจของชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน คือ สิ่งดึงดูดใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาท่องเที่ยว และชื่นชมความงามในธรรมชาติจากความแตกต่างกันอย่างชัดเจนทางด้านภูมิศาสตร์ ทำให้แม่ฮ่องสอนถูกปกคลุมด้วยหมอกตลอดทั้ง 3 ฤดูอันเป็นที่มาของเมืองสามหมอก คือ "หมอกน้ำค้างในฤดูหนาว หมอกควันจากไฟป่าในฤดูร้อน และหมอกไอดินในฤดูฝน" จังหวัดแม่ฮ่องสอนไม่เพียงแต่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเท่านั้น ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางประเพณีและวัฒนธรรมที่หลากหลายตื่นตาตื่นใจด้วย

 

 
   

ขนบธรรมเนียมประเพณี

จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนกลุ่มต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ในแต่ละปีจะมีการจัดงานประเพณีที่สำคัญๆ ได้แก่ 

      • ประเพณีปอยส่างลองหรือประเพณีบรรพชาสามเณร ตามประเพณีชาวไทยใหญ่ซึ่งถือว่าเป็นประเพณีที่ได้กุศลแรงกว่าการอุปสมบทพระภิกษุจึงจัดอย่างยิ่งใหญ่ในช่วงเดือนมีนาคม- พฤษภาคมเด็กที่จะบรรพชาเรียกว่า “ส่างลอง”จะโกนผมแต่ไม่โกนคิ้วแล้วแต่งกายประดับประดาด้วยเครื่องประดับอันมีค่า เช่น สวมสร้อย กำไล แหวน และใช้ผ้าโพกศรีษะแบบพม่า สวมถุงเท้ายาว นุ่งโสร่ง ทาแป้งขาว เขียนคิ้ว ทาปาก ทั้งนี้พระพุทธเจ้ามีฐานะเป็นกษัตริย์ ยังละกิเลสได้การประดับประดาแสดงว่ามีฐานะดีก็ ละกิเลสไปบวชได้เช่นกันถ้าไม่มีม้าก็จะขี่คอคนซึ่งเรียกว่า“พี่เลี้ยง” หรือ “ตะแปส่างลอง” แห่ไปตามถนนสายต่างๆ มีกลดทองหรือ“ทีคำ”แบบพม่ากันแดด ปัจจุบันประเพณีนี้กำหนดให้เป็นการบรรพชาแบบสามัคคี คือ จัดการบรรพชาส่างลองจำนวนมากในคราวเดียวกันในช่วงต้นเดือนเมษายนของทุกปีทำให้ประเพณีส่างลองในจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีความยิ่งใหญ่และงดงามเป็นที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยว
      • ประเพณีออกพรรษาหรืองานปอยเหลินสิบเอ็ด เป็นประเพณีที่มีความสำคัญมากสำหรับชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยในเดือน 11 ระหว่างวันขึ้น 13 – 14 ค่ำ จะมีงานตลาดนัดขายของกันทั้งวันทั้งคืน ประชาชนจะไปซื้ออาหารและสิ่งของต่างๆ เพื่อไปทำบุญที่วัดในวันขึ้น 15 ค่ำ พอรุ่งเช้าของวันขึ้น 15 ค่ำ จะมีการตัดบาตรเทโวที่วัดพระธาตุดอยกองมู และเดินลงมาสู่วัดม่วยต่อ ซึ่งอยู่บริเวณเชิงเขา พระภิกษุสามเณรและประชาชนจำนวนมากจะเรียงรายสองข้างทาง เพื่อทำบุญตักบาตร เป็นภาพที่งดงามยิ่ง ตอนกลางคืนตามบ้านเรือนและวัดต่างๆ จะมีการจุดประทีปโคมไฟสว่างไสว มีการแห่ “จองพารา” หรือ “ปราสาทรับเสด็จพระพุทธเจ้า” ซึ่งตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงาม มีการแสดงการละเล่นพื้นเมืองและมหรสพต่างๆ และ “หลู่เตนเห็ง” หรือการแห่เทียนพันเล่มด้วย
      • ประเพณีลอยกระทงสวรรค์ ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือนยี่ หรือทางภาคเหนือเรียกว่า “ยี่เป็ง” โดยประชาชนจะทำกระทงเล็กๆ ไปลอยตามแม่น้ำมีการประกวดกระทงใหญ่ ที่หนองจองคำมีมหรสพรื่นเริง ตามบ้านเรือนจะจุดโคมไฟสว่างไสว แต่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีเอกลักษณ์การลอยกระทง คือ การลอยกระทงสวรรค์ คือนำกระทงที่จุดประทีปโคมไฟ ผูกติดกับลูกโป่งลอยขึ้นไปในอากาศ กล่าวกันว่า การลอยกระทงขึ้นสวรรค์นี้มีขึ้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นแห่งแรก 
      • ประเพณีการถวายข้าวยาคู ภาษาไทยใหญ่เรียกว่า “การตานข้าวหย่ากู้” ทางวัดจะบอกบุญให้ชาวบ้านนำข้าวใส่นมเนยน้ำผึ้งทำเป็นก้อนๆ เพื่อถวายพระประธานตั้งแต่ย่ำรุ่งมักทำกันในเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม
      • จ่าก้าเพจอน เป็นการทำบุญถวายภัตตาหารแด่ประสงฆ์ในตอนเช้าและทำการเลี้ยงข้าวอุบาสิกาที่ไปจำศีลภาวนาอยู่ที่วัด
      • แห่เกี๊ยะเป็นประเพณีที่ชาวแม่ฮ่องสอนถือปฏิบัติกันมาทุกปี โดยเริ่มเมื่อตอน ย่างออกพรรษาชาวบ้านจะไปหาต้นสน (เกี๊ยะ) ขนาดสูงประมาณ 3-4 เมตร มาตั้งไว้ในบริเวณวัด จัดงานเฉลิมฉลองพร้อมทั้งจุดไฟที่ต้นสนให้ลุกโชติช่วงอยู่ตลอดเวลาเพื่อเป็นพุทธบูชาจนกว่าไฟ จะไหม้หมดต้น
 
   

ศิลปะการละเล่นพื้นบ้าน

      • ก้า เป็นการฟ้อนแบบพื้นเมือง หรือรู้จักกันในนามว่าฟ้อนโต (ฟ้อนเงี้ยว)เป็นการฟ้อนที่มีลักษณะลีลาการร่ายรำที่เร็วกว่าการฟ้อนเล็บและฟ้อนเทียนของชาวเชียงใหม่เครื่องดนตรีที่ใช้ประโคมระหว่างการฟ้อนก็เป็นเครื่องตีเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งประกอบด้วย กลองยาว ฆ้อง ฉาบรำโต และกิ่งกะหล่า รำโตเป็นการละเล่นคล้ายกับการเชิดสิงโตของชาวจีน มีเครื่องดนตรีประกอบเหมือนการเล่นสิงโต ของจีน คนเต้นก็เต้นแบบสิงโต มีกลองยาว ฆ้อง ฉาบ เป็นเครื่องประโคมจะเล่นในงานเทศกาล หรือฉลองในโอกาสสำคัญๆ ส่วนกิ่งกะหล่าหรือรำกินรี เป็นการฟ้อนรูปสัตว์ต่างๆ เช่นฟ้อนนางนก ฟ้อนผีเสื้อยักษ์ ฟ้อนปลา ฟ้อนม้า ฟ้อนกินรี (กิ่งกาหล้า) ในการฟ้อนนี้จะมีการใช้กระดาษหลากสีประดิษฐ์เป็นรูปสัตว์ตามที่ต้องการสวมทับเครื่องประโคมใช้กลองมองเซิง

      • ก้าแลว คือการฟ้อนดาบชาวไทยใหญ่ถือว่าดาบเป็นอาวุธประจำตัวจึงมีการฝึกสอนถ่ายทอดต่อๆ กันมาแต่โบราณและยังถือว่าเป็นศิลปะของชายชาตรีที่จะต้องเรียนรู้ไว้ผู้ที่มีความชำนาญในเพลงดาบจะสามารถร่ายรำด้วยลีลาและลวดลายที่แปลกตาน่าดูอย่างยิ่งเครื่องดนตรีที่ใช้ประโคมได้แก่ กลองยาว ฆ้องและฉาบ โดยที่เป็นจังหวะเร็วช้าตามลีลาและมีการเล่นมองเซิงควบคู่กันมองเซิงเป็นการโชว์ของกลองใหญ่่สองหน้าจำนวน 1 ใบฉิ่ง ฉาบและฆ้องซึ่งมีอยู่หลายลูก 

      • จ้าดไต เป็นการละเล่นประเภทละครหรือลิเก ร้องกลอนเป็นภาษาไทยใหญ่ ทำนองที่นิยมร้องเรียกว่า “ปางแซง” จ้าดไตนิยมเล่นกันในงานใหญ่ๆ เช่น งานประจำปี เครื่องดนตรีประกอบด้วย ฆ้องขนาดต่างๆ รวม 9 ใบ ฉิ่ง ฉาบ กลองสองหน้า ระนาดแก้ว(ชาวไทยใหญเรียกว่า ปัตยา) ไวโอลีนติดลำโพงแบนโจและเกราะเล็กๆ (ฮ่อก)

      • เฮ็ดกวาม เป็นการขับร้องเพลงของชาวไทยใหญ่ง อาจจะร้องเดี่ยวหรือร้องสลับกัน คำร้องเป็นภาษาไทยใหญ่เนื้อหาเป็นการเกี้ยวพาราสีกันหรือสดุดีสรรเสริญบุคคลเช่น แขกผู้มีเกียรติ เจ้าภาพ เป็นต้น ทำนองที่ใช้ร้องมี 3 ทำนองคือ “ล่องคงพม่า” “นกถือ” และ “ปานแซง” ในระหว่างการแสดงก็มีเครื่องดนตรีประโคมประกอบในการขับร้องซึ่งได้แก่ กลองยาว ฉาบ ฆ้อง กลองใหญ่สองหน้า(ยาวประมาณ 1 เมตร) ฆ้องหมู่ และฉิ่ง